Disclaimer : เราไม่ใช่เว็บไซต์ที่แนะนำหรือชักชวนในการลงทุน ข้อมูลในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่ข้อเสนอการลงทุนหรือการชักชวนในการลงทุนใด ๆ การลงทุนในกองทุนหรือผลิตภัณฑ์ที่อธิบายและยกตัวอย่างไว้ คุณไม่ควรยึดถือว่าเป็นคำแนะนำทางภาษี ทางกฎหมาย การลงทุน หรือเป็นคำแนะนำว่าการลงทุนในกองทุนหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่อธิบายไว้นั้นเหมาะสำหรับคุณและนักลงทุน

Sharpe Ratio คืออะไร วัดผลตอบแทนต่อความเสี่ยงให้เป็น

Sharpe Ratio คืออะไร วัดผลตอบแทนต่อความเสี่ยงให้เป็น

กองทุน A ให้ผลตอบแทน 12% ส่วนกองทุน B ให้ 10% คุณจะเลือกกองไหน? ถ้าดูเฉพาะผลตอบแทน A ดูดีกว่า แต่ถ้า A ต้องรับความผันผวนมากกว่า B สองเท่า คำตอบอาจเปลี่ยนทันที นี่คือเหตุผลที่ Sharpe Ratio มีประโยชน์ เพราะมันช่วยวัดว่า “ผลตอบแทนส่วนเกินที่ได้รับ คุ้มกับความเสี่ยงที่ต้องรับหรือไม่” โดยเปรียบเทียบผลตอบแทนเหนือสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงกับความผันผวนของผลตอบแทน

Investment portfolio performance comparison with abstract return charts and risk gauges on a clean financial desk, no text, no characters, no logos

Sharpe Ratio คืออะไร และบอกอะไรเรา?

Sharpe Ratio เป็นตัวชี้วัดผลตอบแทนแบบปรับด้วยความเสี่ยง หรือ risk-adjusted return แนวคิดสำคัญคือ นักลงทุนไม่ควรถามแค่ว่า “ได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ควรถามต่อว่า “ต้องรับความเสี่ยงมากแค่ไหนเพื่อให้ได้กำไรนั้น”

William F. Sharpe อธิบายแนวคิดนี้ในฐานะการวัดผลตอบแทนส่วนเพิ่มต่อหนึ่งหน่วยของความผันผวน โดย Sharpe Ratio ถูกนำมาใช้แพร่หลายในการประเมินกองทุน พอร์ตหุ้น ETF และกลยุทธ์การลงทุนต่าง ๆ

ถ้าพอร์ตสองพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ใกล้เคียงกันและวัดในช่วงเวลาเดียวกัน พอร์ตที่มี Sharpe Ratio สูงกว่ามักหมายถึงว่าได้รับผลตอบแทนส่วนเกินมากกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่รับ แต่ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว

สูตร Sharpe Ratio คำนวณอย่างไร?

สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือ:

Sharpe Ratio = (Rp − Rf) ÷ σ

  • Rp = ผลตอบแทนของพอร์ตหรือสินทรัพย์
  • Rf = ผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ถือว่าแทบไม่มีความเสี่ยง หรือ Risk-free Rate
  • σ = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ซึ่งใช้สะท้อนระดับความผันผวน

ในทางปฏิบัติ หาก Risk-free Rate เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา การคำนวณแบบละเอียดควรนำผลตอบแทนของพอร์ตลบ Risk-free Rate ในแต่ละงวดก่อน แล้วคำนวณค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ excess return เหล่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับนิยามดั้งเดิมของ Sharpe มากกว่าใช้ตัวเลขผลตอบแทนรายปีเพียงสองสามค่า

ตัวอย่างคำนวณ Sharpe Ratio แบบง่าย

สมมติว่าพอร์ตของคุณให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดความเสี่ยงอยู่ที่ 3% และพอร์ตมีความผันผวนหรือ Standard Deviation 14%

Sharpe Ratio = (10% − 3%) ÷ 14% = 0.50

ความหมายคือ ทุกความเสี่ยงหนึ่งหน่วย พอร์ตสร้างผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 0.50 หน่วย ตัวเลขนี้มีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับพอร์ตอื่นที่ใช้ช่วงข้อมูลและวิธีคำนวณเดียวกัน

Sharpe Ratio เท่าไรถึงถือว่าดี?

หลายแหล่งนิยมตีความคร่าว ๆ ว่า Sharpe Ratio สูงกว่า 1 แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยงที่ค่อนข้างน่าสนใจ และค่าที่สูงกว่า 2 หรือ 3 จะยิ่งพบได้ยาก แต่คุณไม่ควรใช้ตัวเลขเหล่านี้เป็นเส้นแบ่งแบบตายตัว

เหตุผลคือ Sharpe Ratio ของสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจแตกต่างกันมาก พอร์ตหุ้น หุ้นกู้ สินค้าโภคภัณฑ์ และกลยุทธ์ Market Neutral มีธรรมชาติของความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ดังนั้นคำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ “เมื่อเทียบกับทางเลือกที่คล้ายกันแล้ว Sharpe Ratio นี้เป็นอย่างไร?”

เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบ หุ้น Growth กับหุ้น Value คุณต้องดูบริบทของสินทรัพย์และสภาวะตลาดร่วมด้วย ไม่ใช่เอาตัวเลขเดียวมาตัดสินทุกอย่าง

ทำไมดูผลตอบแทนอย่างเดียวถึงอาจทำให้เลือกผิด?

ลองสมมติว่าพอร์ต A ได้ผลตอบแทน 15% ด้วยความผันผวน 25% ส่วนพอร์ต B ได้ผลตอบแทน 12% แต่ผันผวนเพียง 10% หาก Risk-free Rate เท่ากับ 3% จะได้ Sharpe Ratio โดยประมาณดังนี้

พอร์ต A = (15 − 3) ÷ 25 = 0.48
พอร์ต B = (12 − 3) ÷ 10 = 0.90

ถ้ามองแต่กำไร พอร์ต A ชนะ แต่เมื่อพิจารณาความเสี่ยง พอร์ต B สร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้มีประสิทธิภาพกว่าอย่างชัดเจน นี่เป็นตัวอย่างที่พบได้บ่อยเวลาเปรียบเทียบกองทุนหรือระบบเทรดที่ดูดีจากผลตอบแทนย้อนหลัง แต่ใช้ระดับความเสี่ยงต่างกันมาก

Risk adjusted investment comparison with two abstract portfolios volatility charts and return curves, no text, no characters, no logos

Standard Deviation ใน Sharpe Ratio หมายถึงความเสี่ยงแบบไหน?

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือ Sharpe Ratio ไม่ได้วัด “โอกาสขาดทุน” โดยตรง แต่ใช้ Standard Deviation หรือการกระจายตัวของผลตอบแทนเป็นตัวแทนของความเสี่ยง กล่าวง่าย ๆ คือ ยิ่งราคาหรือผลตอบแทนแกว่งออกจากค่าเฉลี่ยมาก ตัวเลขความผันผวนก็ยิ่งสูง

ปัญหาคือ Standard Deviation นับทั้งการแกว่งขึ้นและการแกว่งลงเป็นความเสี่ยงเหมือนกัน ทั้งที่ในชีวิตจริง นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลกับการที่สินทรัพย์พุ่งขึ้นแรงเท่ากับการร่วงลงแรง

CFA Institute จึงชี้ว่า Sharpe Ratio มีข้อจำกัด โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้กับกลยุทธ์ที่ผลตอบแทนมีการกระจายแบบไม่สมมาตรหรือมีความเสี่ยงที่บริเวณหางของการกระจายสูง

Sharpe Ratio ใช้เปรียบเทียบกองทุนและพอร์ตอย่างไรให้ถูก?

จากประสบการณ์เวลาอ่าน Performance Report สิ่งที่ทำให้การเปรียบเทียบ Sharpe Ratio ผิดพลาดบ่อยที่สุดไม่ใช่สูตร แต่เป็น ข้อมูลตั้งต้นคนละแบบ เช่น เอา Sharpe 3 ปีของกองทุนหนึ่งไปเทียบกับ Sharpe 1 ปีของอีกกองทุน หรือใช้ Risk-free Rate คนละค่า

ถ้าจะใช้จริง ควรทำให้เงื่อนไขใกล้เคียงกันที่สุด ได้แก่ ใช้ช่วงเวลาเดียวกัน ความถี่ข้อมูลเดียวกัน สกุลเงินเดียวกัน และนิยาม Risk-free Rate แบบเดียวกัน จากนั้นจึงดูควบคู่กับผลตอบแทนจริง Drawdown และลักษณะสินทรัพย์ในพอร์ต

โดยเฉพาะช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนเร็ว การเลือก Risk-free Rate อาจส่งผลต่อ Sharpe Ratio ได้ การเข้าใจเรื่อง Yield Curve และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร จะช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมต้นทุนค่าเสียโอกาสของเงินลงทุนเปลี่ยนไปตามสภาวะตลาด

Sharpe Ratio รายวัน รายเดือน และรายปีต่างกันอย่างไร?

ถ้าคุณคำนวณ Sharpe Ratio จากข้อมูลรายเดือน แล้วต้องการแปลงเป็นค่ารายปี มักพบการคำนวณโดยนำ Monthly Sharpe คูณด้วยรากที่สองของ 12 ส่วนข้อมูลรายวันอาจใช้รากที่สองของจำนวนวันซื้อขายในหนึ่งปี เช่นประมาณ 252 วัน

แต่การ Annualize แบบนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผลตอบแทนในแต่ละช่วงมีคุณสมบัติทางสถิติที่เหมาะสม เช่น ไม่มี Serial Correlation ที่รุนแรง หากเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ กองทุนที่ประเมินราคาไม่บ่อย หรือกลยุทธ์ที่ผลตอบแทนสัมพันธ์กันข้ามช่วงเวลา การคูณด้วย √12 หรือ √252 อาจทำให้ Sharpe Ratio ดูดีเกินจริงได้

Sharpe Ratio ติดลบหมายความว่าอะไร?

Sharpe Ratio ติดลบหมายความว่าในช่วงเวลาที่วัด พอร์ตสร้างผลตอบแทนต่ำกว่า Risk-free Rate กล่าวอีกแบบคือ นักลงทุนรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนส่วนเกินเป็นการชดเชย

อย่างไรก็ตาม การใช้ Sharpe Ratio ติดลบเพื่อจัดอันดับพอร์ตต้องระวัง เพราะคุณสมบัติของตัวเลขเมื่อผลตอบแทนส่วนเกินติดลบอาจทำให้การตีความระหว่างพอร์ตที่มีความผันผวนต่างกันไม่ตรงไปตรงมา จึงควรย้อนกลับไปดูผลตอบแทน ความผันผวน และ Maximum Drawdown แยกกันด้วย

Sharpe Ratio มีข้อจำกัดอะไรที่ควรรู้?

Sharpe Ratio เป็นเครื่องมือที่ดี แต่ไม่ได้เห็นความเสี่ยงทั้งหมด ตัวอย่างที่ชัดคือกลยุทธ์ที่เก็บกำไรเล็ก ๆ สม่ำเสมอเป็นเวลานาน แต่มีโอกาสขาดทุนครั้งใหญ่เป็นบางครั้ง ช่วงที่เหตุการณ์ขาดทุนหนักยังไม่เกิด Sharpe Ratio อาจดูสูงมาก ทั้งที่ Tail Risk ซ่อนอยู่

นอกจากนี้ Sharpe Ratio ยังเป็นข้อมูลย้อนหลังเมื่อเราคำนวณจาก Historical Return ดังนั้น Sharpe สูงในอดีตไม่ได้รับประกันว่าจะสูงต่อในอนาคต William F. Sharpe เองก็เตือนว่าการใช้ Historic Sharpe Ratio เพื่อแทนค่าผลตอบแทนและความเสี่ยงที่คาดหวังในอนาคตมีข้อจำกัด

เวลาผมประเมินพอร์ต จึงไม่ดู Sharpe Ratio ตัวเดียว แต่จะเปิดอย่างน้อยผลตอบแทนรวม Volatility, Maximum Drawdown, ระยะเวลาฟื้นตัวจากการขาดทุน และโครงสร้างสินทรัพย์ควบคู่กัน วิธีนี้ช่วยลดโอกาสถูกหลอกด้วยตัวเลขที่ดูดีเพียงมิติเดียว

ใช้ Sharpe Ratio ให้เป็นควรเริ่มจากตรงไหน?

วิธีที่ใช้งานได้จริงที่สุดคือเลือกกองทุนหรือพอร์ตที่คุณกำลังพิจารณา 2-3 ตัว ใช้ข้อมูลย้อนหลังช่วงเดียวกัน คำนวณ Excess Return และ Sharpe Ratio ด้วยวิธีเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบกับผลตอบแทนและ Drawdown

หากพอร์ตหนึ่งให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ต้องแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้นมาก คุณจะเห็นความแตกต่างได้ทันทีผ่าน Sharpe Ratio จุดสำคัญคืออย่าพยายามหา “Sharpe ที่ดีที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่ให้ใช้มันตอบคำถามว่า ผลตอบแทนที่คุณได้รับนั้นคุ้มกับความเสี่ยงที่คุณกำลังรับหรือไม่

แหล่งข้อมูลต้นทางที่ควรอ่านเพิ่มเติมคือบทความ “The Sharpe Ratio” ของ William F. Sharpe จาก Stanford University ซึ่งอธิบายทั้งแนวคิด Ex Ante, Ex Post และข้อจำกัดของการใช้ตัวเลขนี้โดยตรง [The Sharpe Ratio – Stanford University](https://web.stanford.edu/~wfsharpe/art/sr/SR.htm?utm_source=chatgpt.com) รวมถึงข้อมูลเรื่อง Risk-Adjusted Performance Measures จาก CFA Institute [CFA Institute – Risk-Adjusted Performance Measures](https://rpc.cfainstitute.org/topics/performance-attribution/risk-adjusted-performance?utm_source=chatgpt.com)

คำถามที่พบบ่อย

Sharpe Ratio ยิ่งสูงยิ่งดีเสมอไหม?

โดยทั่วไป Sharpe Ratio ที่สูงกว่าหมายถึงผลตอบแทนส่วนเกินต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยงสูงกว่า แต่ควรเปรียบเทียบสินทรัพย์ประเภทใกล้เคียงกัน ช่วงเวลาเดียวกัน และดู Drawdown รวมถึงความเสี่ยงรูปแบบอื่นประกอบด้วย

Sharpe Ratio ใช้กับคริปโตได้ไหม?

ใช้ได้ และมีประโยชน์ในการเปรียบเทียบพอร์ตคริปโตหรือกลยุทธ์ต่าง ๆ แต่คริปโตอาจมีความผันผวนสูง การกระจายของผลตอบแทนไม่สมมาตร และมี Tail Risk จึงไม่ควรใช้ Sharpe Ratio เพียงตัวเดียวในการประเมินความเสี่ยง

Sharpe Ratio กับ Sortino Ratio ต่างกันอย่างไร?

Sharpe Ratio ใช้ความผันผวนทั้งหมดเป็นตัววัดความเสี่ยง ทั้งขาขึ้นและขาลง ส่วน Sortino Ratio เน้นเฉพาะความผันผวนด้านลบ จึงอาจเหมาะกว่าเมื่อคุณต้องการประเมินความเสี่ยงจากผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเป้าหมายโดยเฉพาะ

ข้อควรทราบ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถรับประกันผลตอบแทนในอนาคตได้ โปรดศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน


เกี่ยวกับผู้เขียน: ศิริวัฒน์ การเงิน — นักเขียนคอนเทนต์การเงินและคริปโต

ศิริวัฒน์ การเงิน เป็นนักเขียนคอนเทนต์ด้านการเงิน การลงทุน และคริปโตของ cryptolibrarie เน้นให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบคอบ เป็นกลาง และอ้างอิงข้อเท็จจริง อธิบายเรื่องการเงินและคริปโตที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจและประเมินความเสี่ยงได้เอง เนื้อหาทุกชิ้นเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

ติดตาม: Facebook · YouTube

บทความที่เกี่ยวข้อง

CRYPTOLIBRARIE.COM
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.