Bid Ask Spread คืออะไร ทำไมซื้อแพงแต่ขายถูกทันที

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเพิ่งกดซื้อหุ้นหรือคริปโตไปไม่กี่วินาที แต่พอกดขายกลับได้เงินน้อยกว่าที่จ่าย ทั้งที่ราคาตลาดแทบไม่ขยับ? คำตอบส่วนหนึ่งคือ Bid Ask Spread หรือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อสูงสุดที่มีคนเสนอซื้อ (Bid) กับราคาขายต่ำสุดที่มีคนเสนอขาย (Ask) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงของการซื้อขายสินทรัพย์ หากคุณซื้อที่ราคา Ask แล้วขายทันทีที่ราคา Bid โดยราคาเสนอซื้อขายไม่เปลี่ยนแปลง คุณจะเสียส่วนต่างนี้ แม้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมการซื้อขายก็ตาม

Bid Ask Spread คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการเทรดอย่างไร?
เวลาคุณเปิดแอปซื้อขายหุ้นหรือคริปโต ราคาที่เห็นบนหน้าจออาจไม่ใช่ราคาที่คุณสามารถซื้อและขายได้ในทันทีเสมอไป เพราะในตลาดมีทั้งผู้ที่ต้องการซื้อและผู้ที่ต้องการขาย โดยแต่ละฝ่ายเสนอราคาที่แตกต่างกัน
คำศัพท์สำคัญมีอยู่ 3 คำที่ควรรู้ก่อนเริ่มเทรด
- Bid Price: ราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อในสมุดคำสั่งซื้อขายยินดีจ่าย ณ ขณะนั้น เป็นราคาที่คุณอาจขายได้ทันที หากมีปริมาณคำสั่งซื้อเพียงพอ
- Ask Price: ราคาต่ำสุดที่ผู้ขายในสมุดคำสั่งซื้อขายยินดีรับ เป็นราคาที่คุณอาจซื้อได้ทันที หากมีปริมาณเสนอขายเพียงพอ
- Spread: ผลต่างระหว่าง Ask Price และ Bid Price ยิ่งส่วนต่างกว้าง ต้นทุนการซื้อแล้วขายทันทีโดยทั่วไปยิ่งสูง
ลองนึกถึงร้านแลกเงิน ร้านอาจรับซื้อเงินดอลลาร์ในราคา 32.00 บาท แต่ขายเงินดอลลาร์ให้คุณในราคา 32.20 บาท ส่วนต่าง 0.20 บาทนี้คล้ายกับแนวคิด Bid Ask Spread ในตลาดการเงิน แม้กลไกกำหนดราคาของร้านแลกเงินกับตลาดหลักทรัพย์จะไม่เหมือนกันทั้งหมด
เมื่อเข้าใจความหมายแล้ว เรามาดูตัวเลขจริงในสถานการณ์จำลองกันว่าต้นทุนนี้ส่งผลต่อเงินลงทุนอย่างไร
ทำไมซื้อหุ้นหรือคริปโตแล้วขายทันทีถึงขาดทุน?
สมมติว่าคุณกำลังจะซื้อสินทรัพย์ตัวหนึ่ง โดยสมุดคำสั่งซื้อขายแสดงราคาดังนี้
- Bid Price = 99.50 บาท
- Ask Price = 100.00 บาท
- Bid Ask Spread = 0.50 บาท
หากคุณส่งคำสั่งซื้อแบบ Market Order ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อทันทีตามราคาขายที่มีอยู่ในตลาด และมีปริมาณเสนอขายเพียงพอ คุณจะซื้อได้ที่ 100 บาทต่อหน่วย
แต่ถ้าคุณเปลี่ยนใจขายทันทีด้วย Market Order เช่นกัน โดยราคา Bid ยังอยู่ที่ 99.50 บาท คุณจะขายได้เพียง 99.50 บาทต่อหน่วย
ผลลัพธ์คือขาดทุน 0.50 บาทต่อหน่วย หรือ 0.50% ของราคาซื้อ ทั้งที่ราคาเสนอซื้อและเสนอขายยังไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าซื้อ 100 หน่วยด้วยเงิน 10,000 บาท แล้วขายคืนทั้งหมดทันที คุณจะได้รับ 9,950 บาท ขาดทุนจาก Spread 50 บาท โดยยังไม่รวมค่าคอมมิชชัน ภาษี หรือค่าธรรมเนียมอื่นที่อาจเกิดขึ้น
นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนไม่ควรดูเฉพาะกราฟราคา แต่ควรตรวจสอบต้นทุนในการส่งคำสั่งซื้อขายด้วย โดยเฉพาะคนที่เทรดระยะสั้นบ่อยครั้ง
วิธีคำนวณ Bid Ask Spread ทำอย่างไร?
การคำนวณ Bid Ask Spread ทำได้สองรูปแบบ คือคำนวณเป็นจำนวนเงิน และคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อใช้เปรียบเทียบสินทรัพย์ที่มีราคาต่างกัน
1. คำนวณ Spread เป็นจำนวนเงิน
Spread = Ask Price – Bid Price
ตัวอย่าง หากราคา Ask อยู่ที่ 250 บาท และราคา Bid อยู่ที่ 249 บาท ส่วนต่างเท่ากับ 1 บาทต่อหน่วย
2. คำนวณ Spread เป็นเปอร์เซ็นต์
วิธีที่นิยมใช้เปรียบเทียบคือการนำส่วนต่างหารด้วยราคากลางระหว่าง Bid และ Ask หรือ Mid Price
Spread (%) = [(Ask – Bid) / ((Ask + Bid) / 2)] × 100
ตัวอย่าง Ask เท่ากับ 100 บาท และ Bid เท่ากับ 99 บาท ราคากลางเท่ากับ 99.50 บาท ทำให้ Spread อยู่ที่ประมาณ 1.005%
การแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ช่วยให้คุณเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างสินทรัพย์ราคา 10 บาทกับสินทรัพย์ราคา 10,000 บาทได้เหมาะสมกว่าใช้ส่วนต่างเป็นจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์ Spread ไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดของการเทรด เพราะยังต้องพิจารณาค่าธรรมเนียมและราคาที่คำสั่งถูกจับคู่จริงด้วย
อะไรทำให้ Bid Ask Spread กว้างหรือแคบ?
สินทรัพย์แต่ละตัวมี Spread ไม่เท่ากัน แม้อยู่ในตลาดเดียวกัน ปัจจัยสำคัญประกอบด้วยสภาพคล่อง ความผันผวน และการแข่งขันระหว่างผู้เสนอซื้อขาย
สภาพคล่องของตลาดมีผลอย่างไร?
สภาพคล่อง (Liquidity) หมายถึงความสามารถในการซื้อขายสินทรัพย์ได้โดยไม่ทำให้ราคาขยับมากเกินไป สินทรัพย์ที่มีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมากและมีคำสั่งรอจับคู่หนาแน่น มักมี Spread แคบกว่าสินทรัพย์ที่มีการซื้อขายเบาบาง
ตัวอย่างเช่น หุ้นขนาดใหญ่ที่มีการซื้อขายคึกคักอาจมีคำสั่งซื้อและขายอยู่ใกล้กัน ขณะที่หุ้นขนาดเล็กบางตัวอาจมีช่องว่างระหว่างราคาหลายระดับ ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อขายทันทีต้องยอมรับต้นทุนสูงขึ้น
ความผันผวนทำให้ Spread กว้างขึ้นจริงไหม?
ในช่วงประกาศผลประกอบการ ข่าวเศรษฐกิจสำคัญ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดผันผวน ผู้ให้สภาพคล่องอาจปรับราคาหรือถอนคำสั่งซื้อขายบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ Spread กว้างขึ้นได้
ตลาดคริปโตที่เปิดซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงก็มีลักษณะคล้ายกัน โดยคู่เหรียญที่มีปริมาณซื้อขายน้อยอาจเผชิญ Spread กว้างเป็นพิเศษในบางช่วงเวลา
หากคุณกำลังศึกษาการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ควรทำความเข้าใจเรื่อง สภาพคล่องในตลาดคริปโต ควบคู่กับ Spread เพราะทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการซื้อขาย

Bid Ask Spread ต่างจาก Slippage อย่างไร?
สองคำนี้มักถูกพูดถึงพร้อมกัน แต่มีความหมายแตกต่างกัน
Bid Ask Spread คือช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อสูงสุดและราคาเสนอขายต่ำสุด ส่วน Slippage คือความแตกต่างระหว่างราคาที่คาดว่าจะซื้อขายได้กับราคาที่คำสั่งถูกดำเนินการจริง
สมมติว่าคุณเห็นราคา Ask อยู่ที่ 100 บาท แต่มีผู้เสนอขายเพียง 10 หน่วย ขณะที่คุณต้องการซื้อ 100 หน่วยด้วย Market Order
ระบบอาจจับคู่ 10 หน่วยแรกที่ 100 บาท และจับคู่ส่วนที่เหลือกับคำสั่งขายในระดับราคาที่สูงกว่า ทำให้ราคาซื้อเฉลี่ยสูงกว่าราคา Ask ที่เห็นตอนแรก
นี่เป็นตัวอย่างของผลกระทบจากความลึกของสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book Depth) ซึ่งอาจทำให้เกิด Slippage ได้ แม้ Spread ที่แสดงก่อนส่งคำสั่งจะดูแคบก็ตาม
ดังนั้น การดู Spread อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับคำสั่งขนาดใหญ่ คุณควรศึกษา Slippage ในการเทรดคริปโต และตรวจสอบปริมาณคำสั่งซื้อขายที่รออยู่ในแต่ละระดับราคาด้วย
Market Order กับ Limit Order แบบไหนช่วยลดต้นทุน Spread?
ประเภทคำสั่งซื้อขายมีผลต่อราคาที่คุณได้รับโดยตรง และเป็นสิ่งที่นักลงทุนสามารถควบคุมได้มากกว่าความเคลื่อนไหวของตลาด
Market Order เหมาะกับสถานการณ์ใด?
Market Order เป็นคำสั่งที่เน้นการซื้อขายทันที โดยจับคู่กับราคาฝั่งตรงข้ามที่มีอยู่ในสมุดคำสั่งซื้อขาย ข้อดีคือมีโอกาสดำเนินการได้รวดเร็วเมื่อมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ไม่ได้รับประกันราคาสุดท้าย
คำสั่งประเภทนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่ความรวดเร็วมีความสำคัญ และผู้ลงทุนยอมรับความเสี่ยงด้านราคาได้ อย่างไรก็ตาม ควรระวังเป็นพิเศษเมื่อซื้อขายสินทรัพย์ที่ Spread กว้างหรือมีสภาพคล่องต่ำ
Limit Order ช่วยประหยัด Spread ได้จริงหรือไม่?
Limit Order คือคำสั่งที่กำหนดราคาสูงสุดที่ยอมซื้อ หรือราคาต่ำสุดที่ยอมขายได้ด้วยตัวเอง
ตัวอย่างเช่น หาก Bid อยู่ที่ 99 บาท และ Ask อยู่ที่ 100 บาท คุณอาจตั้ง Limit Buy ที่ 99.50 บาท แทนการซื้อทันทีที่ 100 บาท
หากมีผู้ขายยอมจับคู่กับคำสั่งของคุณ คุณจะซื้อได้ในราคาที่ต้องการหรือต่ำกว่า แต่ถ้าไม่มีผู้ขายยอมรับคำสั่งก็อาจไม่ถูกจับคู่เลย
ข้อควรจำ: Limit Order ช่วยควบคุมราคา แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะซื้อขายสำเร็จ และไม่ได้ทำให้คุณหลีกเลี่ยง Spread ได้ทุกครั้ง
สำหรับผู้เริ่มต้น การอ่าน ความแตกต่างระหว่าง Market Order และ Limit Order จะช่วยให้เลือกประเภทคำสั่งได้เหมาะสมกับกลยุทธ์มากขึ้น
วิธีลดต้นทุน Bid Ask Spread ก่อนกดเทรด
คุณไม่สามารถควบคุม Spread ของตลาดทั้งหมดได้ แต่สามารถลดโอกาสจ่ายต้นทุนสูงเกินจำเป็นด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
- ตรวจสอบ Bid และ Ask ก่อนส่งคำสั่ง: อย่าดูเพียงราคาซื้อขายล่าสุด เพราะอาจแตกต่างจากราคาที่คุณซื้อหรือขายได้จริง
- เปรียบเทียบ Spread เป็นเปอร์เซ็นต์: ช่วยให้ประเมินต้นทุนระหว่างสินทรัพย์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
- ตรวจสอบ Order Book: ดูปริมาณคำสั่งที่แต่ละระดับราคา โดยเฉพาะเมื่อต้องซื้อขายจำนวนมาก
- พิจารณาใช้ Limit Order: เมื่อไม่จำเป็นต้องซื้อขายทันที และสามารถรอให้ตลาดจับคู่ตามราคาที่กำหนดได้
- ระวังช่วงข่าวแรง: ความผันผวนอาจทำให้ Spread และ Slippage เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- คำนวณค่าธรรมเนียมรวม: รวมค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ Spread ที่แคบที่สุดไม่ได้หมายความว่าต้นทุนรวมต่ำที่สุดเสมอไป แพลตฟอร์มหนึ่งอาจมี Spread ต่ำ แต่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงกว่าอีกแพลตฟอร์มได้
ตัวอย่างเช่น ตลาด A มี Spread 0.10% และค่าธรรมเนียมซื้อขายฝั่งละ 0.20% ส่วนตลาด B มี Spread 0.20% และค่าธรรมเนียมฝั่งละ 0.05%
หากใช้สมมติฐานว่าซื้อที่ Ask และขายที่ Bid โดยราคากลางไม่เปลี่ยนแปลง และค่าธรรมเนียมคิดจากมูลค่าซื้อขาย ต้นทุนรอบซื้อขายของตลาด A จะอยู่ที่ประมาณ 0.50% ขณะที่ตลาด B อยู่ที่ประมาณ 0.30% ก่อนพิจารณา Slippage และค่าใช้จ่ายอื่น
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติ แต่แสดงให้เห็นว่าการเปรียบเทียบต้นทุนต้องดูทั้ง Spread และค่าธรรมเนียม ไม่ใช่เลือกจากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง
นักลงทุนระยะยาวต้องกังวลเรื่อง Bid Ask Spread ไหม?
นักลงทุนระยะยาวยังควรให้ความสำคัญกับ Spread แต่ผลกระทบมักแตกต่างจากนักเทรดระยะสั้นที่ซื้อขายบ่อย
หากคุณซื้อขายปีละไม่กี่ครั้ง Spread อาจเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่บ่อย ขณะที่นักเทรดรายวันอาจต้องจ่ายต้นทุนนี้ซ้ำหลายครั้งจนกระทบผลตอบแทนสะสม
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนระยะยาวที่ซื้อขายสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ หรือส่งคำสั่งมูลค่าสูง ก็อาจได้รับผลกระทบจาก Spread และ Slippage อย่างมีนัยสำคัญได้เช่นกัน
ก่อนลงทุนจึงควรประเมินต้นทุนธุรกรรมควบคู่กับความเสี่ยงด้านราคา และศึกษาหลักการ บริหารความเสี่ยงในการเทรด เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่มองไม่เห็นกัดกินผลตอบแทนโดยไม่จำเป็น
ข้อมูล Bid Ask Spread อ้างอิงจากแหล่งใดได้บ้าง?
สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแล สามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก Investor.gov ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ซึ่งอธิบาย Bid Ask Spread ว่าเป็นความแตกต่างระหว่างราคาที่ผู้ซื้อเสนอจ่ายสูงสุดกับราคาที่ผู้ขายเสนอรับต่ำสุด
ส่วนการนำไปใช้จริง ควรตรวจสอบข้อมูล Bid, Ask, ปริมาณคำสั่งซื้อขาย และค่าธรรมเนียมจากตลาดหรือแพลตฟอร์มที่คุณใช้งาน เพราะข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด และอาจแตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์ม
คำถามที่พบบ่อย
Bid Ask Spread ยิ่งแคบยิ่งดีจริงไหม?
โดยทั่วไป Spread ที่แคบช่วยลดต้นทุนการซื้อขายทันที แต่ไม่ได้รับประกันว่าคำสั่งขนาดใหญ่จะได้ราคาดีเสมอไป คุณยังต้องพิจารณาสภาพคล่อง ความลึกของ Order Book ค่าธรรมเนียม และ Slippage ประกอบด้วย
Bid Ask Spread เป็นค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เก็บหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเป็นค่าธรรมเนียมโดยตรง Spread คือส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและเสนอขาย ในตลาดแบบสมุดคำสั่งซื้อขาย ส่วนต่างนี้เกิดจากคำสั่งของผู้ร่วมตลาด ขณะที่ผู้ให้บริการบางประเภทอาจกำหนดราคาซื้อขายเองและมีรายได้จาก Spread ตามรูปแบบธุรกิจของตน จึงควรตรวจสอบโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียมของแต่ละแพลตฟอร์ม
ซื้อคริปโตแล้วติดลบทันทีเป็นเพราะ Bid Ask Spread อย่างเดียวหรือไม่?
ไม่เสมอไป การขาดทุนทันทีอาจเกิดจาก Bid Ask Spread ค่าธรรมเนียมซื้อขาย Slippage หรือการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดระหว่างส่งคำสั่ง บางแพลตฟอร์มยังใช้วิธีคำนวณมูลค่าพอร์ตที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบราคาที่จับคู่จริงและรายการค่าธรรมเนียมก่อนสรุปสาเหตุ
ก่อนกดซื้อขายครั้งต่อไป ลองใช้เวลาไม่กี่วินาทีตรวจสอบราคา Bid, Ask คำนวณ Spread เป็นเปอร์เซ็นต์ และเปรียบเทียบกับค่าธรรมเนียมทั้งหมด หาก Spread กว้างกว่าที่คุณยอมรับได้ การรอจังหวะที่สภาพคล่องดีขึ้นหรือใช้ Limit Order อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า โดยต้องยอมรับความเสี่ยงที่คำสั่งอาจไม่ถูกจับคู่ด้วย
ข้อควรระวัง: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเกี่ยวกับตลาดการเงินเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือคำชักชวนให้ซื้อขายสินทรัพย์ใด ๆ การลงทุนมีความเสี่ยงและอาจสูญเสียเงินต้น โปรดศึกษาข้อมูล ตรวจสอบต้นทุนการซื้อขาย และประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
