หุ้นราคา 20 บาท อาจแพงกว่าหุ้นราคา 200 บาทก็ได้ เพราะราคาต่อหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าบริษัทมีมูลค่าถูกหรือแพง P/E Ratio จึงถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบว่า นักลงทุนกำลังจ่ายเงินกี่บาทเพื่อแลกกับกำไรของบริษัท 1 บาท แต่ต้องใช้ร่วมกับการเติบโต คุณภาพกำไร และความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ควรดูตัวเลขนี้เพียงค่าเดียวแล้วตัดสินใจซื้อหุ้นทันที

P/E Ratio คืออะไร?
P/E Ratio ย่อมาจาก Price-to-Earnings Ratio หรืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น เป็นตัวเลขที่ช่วยให้คุณเห็นว่าตลาดกำลังให้มูลค่ากับกำไรของบริษัทสูงหรือต่ำเพียงใด
สูตรคำนวณพื้นฐานคือ
P/E Ratio = ราคาหุ้น ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ EPS
ตัวอย่างเช่น หุ้นบริษัท A มีราคา 50 บาท และมี EPS เท่ากับ 5 บาทต่อหุ้น บริษัทนี้จะมี P/E เท่ากับ 10 เท่า หมายความว่า ตลาดกำลังจ่ายเงิน 10 บาทต่อกำไรปัจจุบันของบริษัททุก 1 บาท
EPS หรือ Earnings per Share คือกำไรสุทธิที่จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นสามัญหารด้วยจำนวนหุ้น หากยังไม่คุ้นกับตัวเลขนี้ คุณสามารถอ่านเรื่อง EPS คืออะไรและใช้วิเคราะห์หุ้นอย่างไร เพิ่มเติมได้
ตามคำอธิบายของ Investor.gov ค่า P/E คำนวณจากราคาหุ้นปัจจุบันหารด้วยกำไรต่อหุ้น และสามารถใช้ประเมินว่าราคาหุ้นสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับอดีตหรือบริษัทอื่นได้
อย่างไรก็ตาม P/E 10 เท่าไม่ได้แปลว่าจะใช้เวลา 10 ปีเพื่อคืนทุนอย่างแน่นอน เพราะกำไรบริษัทสามารถเพิ่มขึ้น ลดลง หรือขาดทุนได้ อีกทั้งผู้ถือหุ้นไม่ได้รับกำไรทั้งหมดในรูปเงินปันผล ส่วนหนึ่งอาจถูกเก็บไว้ลงทุนต่อในกิจการ
P/E สูงหรือต่ำแปลว่าอะไร?
P/E ต่ำหมายถึงหุ้นราคาถูกหรือไม่?
P/E ต่ำอาจสะท้อนว่าราคาหุ้นยังไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไรปัจจุบัน เช่น หุ้นที่มี P/E 8 เท่า ดูเหมือนถูกกว่าหุ้นที่มี P/E 20 เท่า หากบริษัททั้งสองมีธุรกิจ การเติบโต และความเสี่ยงใกล้เคียงกัน
แต่ในตลาดจริง เงื่อนไขเหล่านี้แทบไม่เคยเหมือนกันทั้งหมด P/E ต่ำอาจเกิดจากตลาดคาดว่ากำไรจะลดลง บริษัทมีหนี้สูง ธุรกิจกำลังเสียความสามารถในการแข่งขัน หรือกำไรล่าสุดมาจากรายการพิเศษที่ไม่เกิดซ้ำ
สถานการณ์นี้เรียกว่า Value Trap หรือหุ้นที่ดูเหมือนราคาถูก แต่พื้นฐานกำลังแย่ลง ตัวเลข P/E จึงต่ำเพราะราคาหุ้นสะท้อนปัญหาบางอย่างไปแล้ว ไม่ใช่เพราะตลาดมองข้ามโอกาสเสมอไป
P/E สูงหมายถึงหุ้นแพงหรือไม่?
P/E สูงมักหมายถึงนักลงทุนยอมจ่ายราคาสูงเพื่อซื้อกำไรปัจจุบัน เพราะคาดหวังว่ากำไรในอนาคตจะเติบโต เช่น บริษัทเทคโนโลยีที่มี P/E 40 เท่า อาจยังสมเหตุสมผล หากกำไรเติบโตปีละ 30–40% และสามารถรักษาการเติบโตได้จริง
ในทางกลับกัน หากบริษัทมี P/E สูงแต่ยอดขายเริ่มชะลอ อัตรากำไรลดลง หรือการแข่งขันรุนแรงขึ้น ราคาหุ้นอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดมูลค่า หรือที่เรียกว่า Valuation De-rating
ดังนั้นคำว่า “สูง” หรือ “ต่ำ” ต้องมีสิ่งเปรียบเทียบเสมอ และสิ่งที่ควรเปรียบเทียบไม่ใช่แค่ค่าเฉลี่ยของตลาดเท่านั้น
ควรเปรียบเทียบ P/E กับอะไรบ้าง?
การใช้ P/E ให้มีประโยชน์ควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 3 ระดับ เพื่อไม่ให้สรุปจากตัวเลขที่ขาดบริบท
- เทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน: ธนาคารควรเทียบกับธนาคาร ร้านค้าปลีกควรเทียบกับร้านค้าปลีก เพราะโครงสร้างกำไรและความเสี่ยงต่างกัน
- เทียบกับ P/E ในอดีตของบริษัท: ดูว่าหุ้นกำลังซื้อขายสูงหรือต่ำกว่ากรอบมูลค่าที่ตลาดเคยให้ในช่วงธุรกิจปกติ
- เทียบกับอัตราการเติบโต: บริษัทที่กำไรเติบโตเร็วและสม่ำเสมอมักสมควรได้รับ P/E สูงกว่าบริษัทที่กำไรไม่เติบโต
ตัวอย่างเช่น บริษัท B มี P/E ปัจจุบัน 15 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลังอยู่ที่ 25 เท่า คุณยังสรุปไม่ได้ทันทีว่าหุ้นถูก ต้องตรวจต่อว่ากำไรในอนาคตยังเติบโตเหมือนเดิมหรือไม่ หากธุรกิจเข้าสู่ช่วงชะลอตัว P/E ที่ลดลงอาจเป็นการปรับมูลค่าให้เหมาะกับการเติบโตชุดใหม่
จากการวิเคราะห์หุ้นในทางปฏิบัติ การใช้ ค่ามัธยฐาน ของ P/E ย้อนหลังมักเหมาะกว่าค่าเฉลี่ย เพราะค่ามัธยฐานได้รับผลกระทบจากช่วงที่ตัวเลขสูงหรือต่ำผิดปกติน้อยกว่า

Trailing P/E กับ Forward P/E ต่างกันอย่างไร?
Trailing P/E ใช้กำไรที่เกิดขึ้นแล้ว
Trailing P/E หรือ Historical P/E ใช้กำไรย้อนหลัง โดยทั่วไปนิยมใช้กำไรสุทธิ 12 เดือนล่าสุด ข้อดีคือเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงและตรวจสอบได้จากงบการเงิน
ข้อจำกัดคือกำไรในอดีตอาจไม่สะท้อนอนาคต โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งขยายโรงงาน สูญเสียลูกค้ารายใหญ่ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่ผลประกอบการเปลี่ยนแปลงเร็ว
Forward P/E ใช้ประมาณการกำไรในอนาคต
Forward P/E คำนวณจากราคาหุ้นหารด้วย EPS ที่นักวิเคราะห์หรือบริษัทคาดการณ์ไว้ในอนาคต เช่น กำไรของปีถัดไป ตัวเลขนี้ช่วยสะท้อนแนวโน้มได้เร็วกว่า แต่มีความไม่แน่นอนสูงกว่า เพราะประมาณการสามารถคลาดเคลื่อนได้
สมมติหุ้นราคา 60 บาท มี EPS ย้อนหลัง 3 บาท จึงมี Trailing P/E เท่ากับ 20 เท่า หากตลาดคาดว่า EPS ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5 บาท Forward P/E จะลดเหลือ 12 เท่า
ตัวเลขดังกล่าวดูน่าสนใจ แต่คุณต้องถามต่อว่า EPS 5 บาทมีสมมติฐานอะไรอยู่เบื้องหลัง เช่น ยอดขายต้องโตเท่าไร ต้นทุนต้องลดลงหรือไม่ และมีความเสี่ยงที่ประมาณการจะถูกปรับลดมากแค่ไหน
วิธีใช้ P/E ดูหุ้นถูกหุ้นแพงแบบเป็นขั้นตอน
แทนที่จะค้นหาหุ้น P/E ต่ำที่สุด คุณสามารถใช้กระบวนการต่อไปนี้เพื่อกรองหุ้นอย่างเป็นระบบ
- ขั้นที่ 1 ตรวจว่าบริษัทมีกำไรปกติ: หากบริษัทขาดทุน ค่า P/E จะติดลบหรือไม่สามารถตีความได้
- ขั้นที่ 2 แยกกำไรประจำออกจากกำไรพิเศษ: ตรวจว่ากำไรมาจากธุรกิจหลักจริงหรือเกิดจากการขายที่ดิน ขายเงินลงทุน หรือกลับรายการบัญชี
- ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: เลือกบริษัทที่มีรูปแบบธุรกิจ ตลาด และระดับความเสี่ยงใกล้เคียงกัน
- ขั้นที่ 4 ดูแนวโน้มกำไร: พิจารณายอดขาย อัตรากำไร และ EPS ย้อนหลังหลายปี ไม่ใช่เพียงไตรมาสล่าสุด
- ขั้นที่ 5 ประเมินอนาคต: ตรวจว่าสมมติฐานการเติบโตสมเหตุสมผลและมีปัจจัยใดทำให้กำไรต่ำกว่าคาดได้บ้าง
- ขั้นที่ 6 ใช้อัตราส่วนอื่นยืนยัน: ดูหนี้ กระแสเงินสด ROE และคุณภาพงบการเงินร่วมด้วย
งบกำไรขาดทุนอาจแสดงกำไรสูง แต่หากบริษัทเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ กระแสเงินสดอาจต่ำกว่ากำไรมาก คุณจึงควรทำความเข้าใจ วิธีอ่านงบการเงินเบื้องต้น ก่อนนำ P/E ไปใช้ตัดสินใจ
อีกตัวเลขที่ช่วยวัดประสิทธิภาพของบริษัทคือ ROE หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เพราะหุ้น P/E ต่ำแต่ใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อสร้างกำไรเพียงเล็กน้อย อาจไม่ได้มีคุณภาพดีเท่าที่ตัวเลขมูลค่าบอก
ตัวอย่างเปรียบเทียบหุ้นสองบริษัท
สมมติบริษัท A และบริษัท B อยู่ในธุรกิจเดียวกัน
- บริษัท A: ราคาหุ้น 40 บาท EPS 4 บาท P/E 10 เท่า กำไรคาดว่าจะลดลง 15% ในปีหน้า
- บริษัท B: ราคาหุ้น 80 บาท EPS 4 บาท P/E 20 เท่า กำไรคาดว่าจะเติบโต 25% ในปีหน้า
เมื่อดูเฉพาะ P/E บริษัท A ดูถูกกว่าอย่างชัดเจน แต่หากกำไรลดลงจริง EPS อาจเหลือ 3.40 บาท ทำให้ P/E บนกำไรปีหน้าขยั
คำถามที่พบบ่อย
P/E Ratio เท่าไหร่ถึงถือว่าหุ้นถูก?
ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะระดับ P/E ที่เหมาะสมแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม การเติบโต และความเสี่ยงของบริษัท ควรเปรียบเทียบกับหุ้นในธุรกิจเดียวกัน ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของบริษัท และแนวโน้มกำไรในอนาคต
P/E สูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่ากัน?
P/E ต่ำอาจหมายถึงหุ้นราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไร แต่อาจสะท้อนว่าตลาดกังวลต่อธุรกิจหรือคาดว่ากำไรจะลดลง ส่วน P/E สูงอาจเกิดจากความคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตเร็ว จึงต้องพิจารณาคุณภาพกำไรและแนวโน้มธุรกิจร่วมด้วย
หุ้นที่ขาดทุนสามารถดูค่า P/E ได้ไหม?
หากบริษัทมี EPS ติดลบ ค่า P/E จะไม่มีความหมายหรือไม่สามารถใช้เปรียบเทียบได้ตามปกติ กรณีนี้ควรดูตัวชี้วัดอื่น เช่น P/BV, Price-to-Sales กระแสเงินสด และแผนการกลับมาทำกำไรของบริษัทแทน
เกี่ยวกับผู้เขียน: ศิริวัฒน์ การเงิน — นักเขียนคอนเทนต์การเงินและคริปโต
ศิริวัฒน์ การเงิน เป็นนักเขียนคอนเทนต์ด้านการเงิน การลงทุน และคริปโตของ cryptolibrarie เน้นให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบคอบ เป็นกลาง และอ้างอิงข้อเท็จจริง อธิบายเรื่องการเงินและคริปโตที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจและประเมินความเสี่ยงได้เอง เนื้อหาทุกชิ้นเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
บทความที่เกี่ยวข้อง
- อ่านงบการเงินก่อนซื้อหุ้น ต้องดูอะไรบ้าง
- Value Investing คืออะไร เลือกหุ้นพื้นฐานดียังไง
- ดอกเบี้ยนโยบาย กนง. คืออะไร กระทบเงินในกระเป๋ายังไง