การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกและคุ้ม เริ่มจากการรวมรายได้ทุกช่องทางให้ครบ หักค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้ ใช้ค่าลดหย่อนเฉพาะสิทธิที่มีจริง และตรวจเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายก่อนกดยื่นแบบ ไม่ใช่การหาวิธีจ่ายภาษีให้น้อยที่สุดด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์ปลายปีโดยยังไม่เข้าใจเงื่อนไขหรือเป้าหมายการเงินของตัวเอง
จุดที่คนพลาดบ่อยคือคิดว่าเงินเดือนถูกหักภาษีแล้วจบ ทั้งที่อาจมีรายได้จากงานเสริม ค่าคอมมิชชัน ขายสินค้าออนไลน์ ค่าเช่า หรือการลงทุนบางประเภทที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน การทำบัญชีรายได้และเก็บเอกสารตลอดปีจึงช่วยลดทั้งโอกาสเสียภาษีเกินและความเสี่ยงกรอกข้อมูลไม่ครบ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในรอบปีภาษี ไม่ได้หมายถึงเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงรายได้จากรับจ้างอิสระ ค่าคอมมิชชัน การขายสินค้า ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ และธุรกิจส่วนตัวตามลักษณะเงินได้ที่กฎหมายกำหนด
ลำดับคิดพื้นฐานคือ เงินได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ จากนั้นจึงคำนวณภาษีแบบอัตราก้าวหน้า แล้วนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือภาษีที่ชำระไว้ล่วงหน้ามาเครดิตอีกครั้ง
หากภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่คำนวณได้ คุณอาจมีสิทธิขอคืนภาษี แต่ถ้าถูกหักไว้น้อยกว่า ก็ต้องชำระส่วนต่างเพิ่ม ดังนั้นคำว่า “ถูกหักภาษีแล้ว” ไม่ได้แปลว่าไม่มีหน้าที่ยื่นแบบเสมอไป
ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.91 ต่างกันอย่างไร
ภ.ง.ด.91 สำหรับผู้มีเงินเดือนเพียงประเภทเดียว
ภ.ง.ด.91 โดยทั่วไปใช้กับผู้ที่มีเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) เพียงประเภทเดียว เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือผลประโยชน์จากนายจ้าง
แม้คุณจะมีนายจ้างมากกว่าหนึ่งราย แต่หากรายได้ทั้งหมดเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ก็ยังอาจเข้ากรณี ภ.ง.ด.91 ได้ สิ่งสำคัญคือดูประเภทของรายได้ ไม่ใช่ดูจำนวนแหล่งรายได้เพียงอย่างเดียว
ภ.ง.ด.90 สำหรับคนที่มีรายได้หลายประเภท
ภ.ง.ด.90 ใช้กับผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นร่วมด้วย เช่น มีเงินเดือนและรับงานฟรีแลนซ์ ขายสินค้าออนไลน์ มีรายได้ค่าเช่า รับจ้างทำของ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือพนักงานประจำรับงานออกแบบช่วงสุดสัปดาห์ แม้บริษัทจะออกใบ 50 ทวิ สำหรับเงินเดือนให้แล้ว แต่รายได้จากงานรับจ้างอิสระยังต้องนำมาพิจารณาในการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ด้วย
ภ.ง.ด.94 คืออะไร และใครต้องยื่นภาษีครึ่งปี
ภ.ง.ด.94 คือแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน เช่น ค่าเช่า รายได้วิชาชีพอิสระ หรือรายได้จากธุรกิจบางประเภท
เงินได้จากงานที่ปรึกษาหรือฟรีแลนซ์บางลักษณะอาจเข้ามาตรา 40(2) ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเดียวกับ ภ.ง.ด.94 เสมอไป จึงควรเช็กประเภทเงินได้ของตัวเองก่อน กรมสรรพากรมีคำอธิบายเรื่อง ผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ไว้โดยตรง
กำหนดยื่นภาษีต้องดู “ปีภาษี” ให้ถูก
ปีภาษีคือปีที่คุณได้รับรายได้ ไม่ใช่ปีที่คุณกดยื่นแบบ ตัวอย่างเช่น รายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม 2568 ต้องนำมายื่นภาษีในปี 2569
สำหรับปีภาษี 2568 กรมสรรพากรกำหนดให้ยื่นแบบกระดาษ ภ.ง.ด.90/91 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และยื่นผ่าน e-Filing ได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดดังกล่าวผ่านไปแล้ว ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2569
กำหนดการในปีภาษีถัดไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจจาก ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร หรือประกาศทางการทุกครั้ง ไม่ควรใช้วันยื่นของปีก่อนเป็นข้อมูลตัดสินใจ
คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบเข้าใจง่าย
ภาษีบุคคลธรรมดาเป็นแบบอัตราก้าวหน้า หมายความว่าเงินได้สุทธิแต่ละช่วงจะถูกคิดภาษีคนละอัตรา ไม่ใช่นำเงินได้ทั้งก้อนไปคูณด้วยอัตราภาษีสูงสุดเพียงครั้งเดียว
- เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท: ยกเว้นภาษี
- ส่วนที่เกิน 150,000 ถึง 300,000 บาท: 5%
- ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 500,000 บาท: 10%
- ส่วนที่เกิน 500,000 ถึง 750,000 บาท: 15%
- ส่วนที่เกิน 750,000 ถึง 1,000,000 บาท: 20%
- ส่วนที่เกิน 1,000,000 ถึง 2,000,000 บาท: 25%
- ส่วนที่เกิน 2,000,000 ถึง 5,000,000 บาท: 30%
- ส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท: 35%
ตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงินได้สุทธิ 320,000 บาท ภาษีจะไม่ได้คิด 10% จาก 320,000 บาททั้งหมด แต่คิดแยกเป็นช่วง โดย 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนถัดไปจึงคำนวณตามอัตรา 5% และ 10% ตามลำดับ
อัตราภาษีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพทั้งหมด เพราะก่อนถึงขั้นนี้คุณยังต้องแยกประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่าย และใช้ค่าลดหย่อนให้ถูกต้องก่อนเสมอ
ค่าลดหย่อนภาษีที่ควรเช็กก่อนยื่น
การใช้สิทธิลดหย่อนที่ถูกต้องช่วยลดเงินได้สุทธิที่นำไปคำนวณภาษี แต่แต่ละรายการมีวงเงิน เงื่อนไข และข้อจำกัดต่างกัน ไม่ควรใช้สิทธิเกินจริงหรือใช้ซ้ำกับสมาชิกครอบครัวโดยไม่มีสิทธิ
- ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว: ผู้มีเงินได้ คู่สมรส บุตร และบิดามารดาตามเงื่อนไข
- เงินสมทบประกันสังคม: ใช้สิทธิได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด
- ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ: ต้องดูประเภทกรมธรรม์ วงเงิน และหลักเกณฑ์ของปีภาษีนั้น
- เงินออมเพื่อเกษียณ: เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนเพื่อการเกษียณ หรือประกันบำนาญตามเงื่อนไข
- เงินบริจาค: ต้องมีหลักฐานและตรวจว่ารายการนั้นเข้าเงื่อนไขลดหย่อนหรือไม่
- มาตรการเฉพาะปี: บางสิทธิมีผลเฉพาะช่วงเวลา จึงต้องตรวจประกาศล่าสุดเสมอ
กรมสรรพากรเผยแพร่ ตารางลดหย่อนภาษีปี 2568 เพื่อใช้ตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขของแต่ละรายการ สำหรับปีภาษีใหม่ควรดูตารางฉบับล่าสุดก่อนทุกครั้ง เพราะมาตรการภาษีสามารถเปลี่ยนได้
หากคุณกำลังเลือกกองทุนหรือประกันเพื่อลดหย่อน อย่าดูเฉพาะจำนวนภาษีที่ลดได้ ควรพิจารณาระยะเวลาถือครอง ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียม และสภาพคล่องร่วมกัน อ่านต่อได้ที่ RMF กับ SSF ต่างกันอย่างไร ก่อนตัดสินใจใช้สิทธิ

วางแผนภาษีอย่างไรให้ประหยัดโดยไม่เสียเป้าหมายการเงิน
เก็บเอกสารตั้งแต่ต้นปี
วิธีง่ายที่สุดคือแยกโฟลเดอร์สำหรับเอกสารภาษีตั้งแต่ต้นปี เก็บใบ 50 ทวิ หลักฐานรายได้เสริม ใบรับรองประกัน เอกสารกองทุน ใบเสร็จบริจาค และหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหมวด
เมื่อถึงช่วงยื่นภาษี คุณจะไม่ต้องย้อนหาเอกสารจากอีเมลหลายบัญชีหรือไล่ค้นข้อความเก่า และลดความเสี่ยงลืมรายได้บางส่วนโดยไม่ตั้งใจ
แยกรายได้ประจำกับรายได้เสริม
เงินเดือนมักมีข้อมูลจากนายจ้างชัดเจน แต่รายได้เสริมอาจเข้ามาหลายช่องทาง เช่น รับงานผ่านแพลตฟอร์ม ค่าคอมมิชชัน ขายสินค้า หรือค่าเช่า ควรทำสรุปรายรับรายเดือนและเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่เริ่มรับเงิน
แนวคิดนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องภาษี แต่ทำให้เห็นภาพกระแสเงินสดจริงของตัวเองด้วย คุณสามารถใช้ต่อยอดกับ การวางแผนการเงินส่วนบุคคล เพื่อแยกเงินใช้ เงินออม เงินลงทุน และเงินสำหรับภาษีได้ชัดขึ้น
อย่าซื้อผลิตภัณฑ์เพราะลดภาษีเพียงอย่างเดียว
การซื้อกองทุนหรือประกันเพื่อลดหย่อนภาษีอาจเหมาะกับคนที่มีเป้าหมายออมระยะยาวอยู่แล้ว แต่ไม่ควรทำเพียงเพราะอยากลดภาษีในช่วงท้ายปี
ลองถามตัวเองก่อนว่า หากไม่มีสิทธิลดหย่อน คุณยังต้องการผลิตภัณฑ์นี้ไหม หากคำตอบคือไม่ อาจต้องกลับมาดูเรื่องความเสี่ยง สภาพคล่อง และข้อผูกพันระยะยาวให้ละเอียดขึ้น
เอกสารที่ควรเตรียมก่อนยื่นภาษี
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือใบ 50 ทวิ
- ข้อมูลรายได้จากงานเสริม ธุรกิจ ค่าเช่า หรือแพลตฟอร์มออนไลน์
- หลักฐานค่าใช้จ่ายที่ใช้หักได้ตามประเภทเงินได้
- หนังสือรับรองเบี้ยประกัน เงินสมทบ หรือเงินลงทุนที่ใช้ลดหย่อน
- เอกสารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนเพื่อการเกษียณ
- หลักฐานเงินบริจาค รวมถึงรายการผ่าน e-Donation หากมี
- ข้อมูลบัญชีธนาคารสำหรับรับเงินคืนภาษี
แม้บางข้อมูลจะปรากฏในระบบ e-Filing แล้ว คุณยังควรตรวจสอบทุกบรรทัดก่อนยืนยัน เพราะผู้มีเงินได้ยังเป็นผู้รับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูลที่ยื่น
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียสิทธิหรือมีภาษีเพิ่ม
- ลืมรวมรายได้เสริม: เช่น ค่าคอมมิชชัน งานฟรีแลนซ์ หรือรายได้จากหลายแพลตฟอร์ม
- เลือกแบบยื่นผิด: ใช้ ภ.ง.ด.91 ทั้งที่มีเงินได้ประเภทอื่นร่วมด้วย
- เข้าใจผิดเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย: คิดว่าเมื่อถูกหักแล้วไม่ต้องยื่นแบบหรือไม่ต้องตรวจยอดอีก
- ใช้สิทธิลดหย่อนซ้ำซ้อน: โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับบุตรหรือบิดามารดา
- ซื้อกองทุนหรือประกันโดยไม่อ่านเงื่อนไข: แล้วพบภายหลังว่าขายคืนไม่ได้ตามแผนหรือไม่ได้สิทธิตามที่เข้าใจ
- ไม่มีเงินสำรองสำหรับภาษี: โดยเฉพาะคนที่มีรายได้อิสระและไม่ได้ถูกหักภาษีไว้มากพอ
สำหรับฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการ การกันเงินส่วนหนึ่งจากรายรับทุกครั้งไว้สำหรับภาษีช่วยลดแรงกดดันช่วงยื่นแบบได้มาก และควรแยกจาก เงินสำรองฉุกเฉิน เพราะทั้งสองก้อนไม่ควรใช้แทนกัน
สรุป: ยื่นภาษีให้ถูก เริ่มจากข้อมูลที่ครบ
การยื่นภาษีอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่การหาช่องลดภาษี แต่เป็นการจัดระบบรายได้ เอกสาร ค่าใช้จ่าย และสิทธิลดหย่อนให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นปี เมื่อข้อมูลครบ คุณจะเลือกแบบยื่นได้ถูก ใช้สิทธิได้เต็มตามเงื่อนไข และรู้ล่วงหน้าว่าควรเตรียมเงินชำระเพิ่มหรือมีโอกาสขอคืนภาษี
เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการรายได้ทุกช่องทาง เปิดโฟลเดอร์เก็บเอกสารภาษี และตั้งรอบตรวจทุกเดือน วิธีนี้ใช้เวลาไม่มาก แต่ช่วยลดความสับสนในช่วงยื่นภาษีได้อย่างชัดเจน
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำด้านภาษี การเงิน หรือการลงทุนเฉพาะบุคคล โปรดตรวจสอบหลักเกณฑ์ล่าสุดจากกรมสรรพากร และประเมินสถานะทางการเงินของตนเองก่อนตัดสินใจใช้สิทธิลดหย่อนหรือยื่นแบบภาษี
คำถามที่พบบ่อย
มีแค่เงินเดือน ต้องยื่นภาษีหรือไม่
ต้องตรวจเกณฑ์เงินได้และสถานภาพของตนเอง สำหรับปีภาษี 2568 ผู้ที่มีเงินได้จากเงินเดือนตามมาตรา 40(1) เพียงประเภทเดียว และมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 แม้บริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้วก็ตาม
ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนแล้ว ยังต้องยื่นแบบหรือไม่
ยังอาจต้องยื่น เพราะภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่ถูกหักล่วงหน้า การยื่นแบบเป็นขั้นตอนสรุปรายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเครดิตภาษีของทั้งปี ผลลัพธ์อาจเป็นการชำระเพิ่ม ขอคืนภาษี หรือไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีตอนปลายปีคุ้มไหม
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง และสภาพคล่องของคุณ ไม่ควรซื้อเพียงเพราะอยากลดภาษี หากยังไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน มีหนี้ดอกเบี้ยสูง หรือไม่พร้อมถือครองตามเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ การลดภาษีอาจไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอ
รายได้จากงานฟรีแลนซ์ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ทุกคนหรือไม่
ไม่เสมอไป เพราะภ.ง.ด.94 ใช้กับเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่รายได้ฟรีแลนซ์บางประเภทอาจเข้ามาตรา 40(2) จึงควรตรวจลักษณะงานและประเภทเงินได้ให้ถูกต้องก่อนยื่นแบบ
เกี่ยวกับผู้เขียน: ศิริวัฒน์ การเงิน — นักเขียนคอนเทนต์การเงินและคริปโต
ศิริวัฒน์ การเงิน เป็นนักเขียนคอนเทนต์ด้านการเงิน การลงทุน และคริปโตของ cryptolibrarie เน้นให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบคอบ เป็นกลาง และอ้างอิงข้อเท็จจริง อธิบายเรื่องการเงินและคริปโตที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจและประเมินความเสี่ยงได้เอง เนื้อหาทุกชิ้นเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน