SET Index คือดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพรวมการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วยให้คุณเห็นว่าตลาดหุ้นไทยโดยรวมกำลังปรับขึ้นหรือลง แต่ไม่สามารถซื้อ “SET Index” ได้โดยตรง หากต้องการลงทุนตามดัชนี คุณต้องเลือกกองทุนดัชนี ETF หรือสร้างพอร์ตหุ้นที่อ้างอิงดัชนีนั้นแทน
การลงทุนตามดัชนีเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการเลือกหุ้นรายตัวทุกบริษัท แต่ยังต้องเข้าใจว่าแต่ละดัชนีถือหุ้นอะไร มีน้ำหนักกระจุกอยู่ตรงไหน และมีความเสี่ยงแบบใด เพราะการกระจายลงทุนในหุ้นหลายตัวไม่ได้แปลว่าพอร์ตจะไม่ขาดทุนเมื่อหุ้นไทยทั้งตลาดปรับลง

SET Index คืออะไร
SET Index ย่อมาจาก Stock Exchange of Thailand Index เป็นดัชนีราคาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของหุ้นสามัญที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET
ดัชนีมีประโยชน์เหมือน “มาตรวัดอุณหภูมิ” ของตลาดหุ้นไทย หาก SET Index ปรับขึ้น แปลว่าราคาหุ้นโดยรวมมีมูลค่าสูงขึ้นจากช่วงอ้างอิง แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกตัวบวก หรือเศรษฐกิจไทยดีขึ้นทันที
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า SET Index เป็นดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ Market Capitalization Weighted Price Index ดังนั้นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่จึงมีผลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นขนาดเล็ก ดูข้อมูล SET Index จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
SET Index คำนวณอย่างไร
SET Index ใช้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเป็นน้ำหนัก หมายความว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงจะขยับดัชนีได้มากกว่า
ตัวอย่างเช่น หากหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวปรับขึ้นพร้อมกัน ดัชนี SET อาจเป็นบวกได้ แม้หุ้นอีกจำนวนมากในตลาดจะปรับลงอยู่ นี่คือเหตุผลที่วันหนึ่งคุณอาจเห็นข่าวว่า “SET ปิดบวก” แต่พอร์ตหุ้นของตัวเองกลับติดลบ
เพราะฉะนั้น อย่าใช้ตัวเลข SET Index เพียงค่าเดียวมาตัดสินว่าหุ้นทุกตัวน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ ควรดูหุ้นแต่ละกลุ่ม อุตสาหกรรม และปัจจัยเฉพาะบริษัทประกอบด้วย
SET Index ต่างจาก SET TRI อย่างไร
SET Index เป็นดัชนีราคา จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเป็นหลัก แต่การลงทุนจริงอาจมีผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้ามาด้วย
SET TRI หรือ SET Total Return Index เป็นดัชนีผลตอบแทนรวมที่นำเงินปันผลมาคำนวณภายใต้สมมติฐานว่านำกลับไปลงทุนต่อ จึงช่วยให้มองผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยได้ใกล้กับประสบการณ์ลงทุนจริงมากกว่า SET Index เพียงอย่างเดียว
หากคุณกำลังเปรียบเทียบผลตอบแทนพอร์ตระยะยาว โดยเฉพาะพอร์ตที่มีหุ้นปันผลหรือกองทุนหุ้นไทย การดู SET TRI ควบคู่ SET Index จะให้ภาพที่ครบกว่า
SET, SET50 และ SET100 ต่างกันอย่างไร
แม้เป็นดัชนีหุ้นไทยเหมือนกัน แต่แต่ละดัชนีมีขอบเขตและวิธีคัดเลือกหุ้นต่างกัน การเลือกลงทุนตามดัชนีจึงควรเริ่มจากดูว่าเรากำลังซื้อ “หุ้นกลุ่มไหน” ไม่ใช่ดูเพียงชื่อกองทุน
- SET Index: สะท้อนภาพรวมราคาหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
- SET50: สะท้อนหุ้นขนาดใหญ่ 50 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดและสภาพคล่องสูงตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
- SET100: ครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่และขนาดกลาง 100 หลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก
- SETHD: ดัชนีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านเงินปันผลและสภาพคล่องตามเกณฑ์ที่กำหนด
SET50 มักมีน้ำหนักในหุ้นขนาดใหญ่สูง จึงอาจเคลื่อนไหวตามหุ้นรายใหญ่บางกลุ่มมากกว่าที่คนทั่วไปคาด ส่วน SET100 เพิ่มจำนวนหุ้นในพอร์ตให้กว้างขึ้น แต่ยังเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก
ตลาดหลักทรัพย์ฯ อธิบายว่า SET50 และ SET100 คัดเลือกจากหุ้นที่มีขนาดและสภาพคล่องผ่านเกณฑ์ของดัชนี ตรวจสอบองค์ประกอบและข้อมูล SET50 ล่าสุดได้จาก SET
ลงทุนตามดัชนีคืออะไร
การลงทุนตามดัชนี หรือ Passive Investing คือการลงทุนที่มุ่งทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนีอ้างอิง แทนการพยายามเลือกหุ้นรายตัวเพื่อเอาชนะตลาดทุกปี
หากคุณลงทุนในกองทุนที่อ้างอิง SET50 เป้าหมายของกองทุนคือทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียง SET50 หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การรับประกันว่ากองทุนจะบวกทุกปี หรือชนะหุ้นทุกตัวในตลาด
จุดเด่นคือช่วยลดภาระการวิเคราะห์หุ้นทีละบริษัท และทำให้คุณได้กระจายเงินไปยังหุ้นหลายตัวตามองค์ประกอบของดัชนี แต่ยังมีความเสี่ยงจากตลาดหุ้นไทย เศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และการกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมอยู่เหมือนเดิม
ลงทุนตามดัชนี SET ได้อย่างไร
1. ลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี
กองทุนรวมดัชนีเหมาะกับผู้ที่ต้องการทยอยลงทุนเป็นงวด และไม่จำเป็นต้องส่งคำสั่งซื้อขายระหว่างวัน คุณซื้อหรือขายคืนผ่าน บลจ. ธนาคาร หรือแพลตฟอร์มที่รองรับ โดยราคาทำรายการอ้างอิงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หรือ NAV ตามเงื่อนไขของกองทุน
ก่อนเลือกกองทุน ควรอ่าน Fund Fact Sheet เพื่อดูว่ากองทุนติดตามดัชนีใด ใช้วิธีลงทุนแบบใด มีค่าธรรมเนียมเท่าไร และผลตอบแทนย้อนหลังใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงมากน้อยแค่ไหน
2. ลงทุนผ่าน ETF
ETF หรือ Exchange Traded Fund เป็นกองทุนเปิดที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ คุณสามารถซื้อขายผ่านบัญชีหุ้นระหว่างวันได้เหมือนหุ้นรายตัว
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ETF สามารถอ้างอิงดัชนีหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือสินทรัพย์อื่นได้ และซื้อขายด้วยราคา Real Time ดูภาพรวม ETF จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ข้อควรดูเพิ่มคือสภาพคล่อง ราคาเสนอซื้อ-เสนอขาย หรือ Bid-Ask Spread และส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขายในตลาดกับ NAV เพราะราคา ETF อาจไม่เท่ากับ NAV ทุกช่วงเวลา
3. สร้างพอร์ตตามดัชนีด้วยตัวเอง
คุณสามารถซื้อหุ้นหลายตัวให้มีน้ำหนักใกล้เคียงดัชนีได้เอง แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากพอ ต้องติดตามการปรับรายชื่อหุ้นและน้ำหนักของดัชนี รวมถึงเสียเวลาและต้นทุนในการปรับพอร์ต
แนวทางนี้อาจเหมาะกับผู้ที่มีเงินลงทุนสูงและต้องการควบคุมรายละเอียดเอง แต่สำหรับผู้เริ่มต้น กองทุนดัชนีหรือ ETF มักช่วยให้เริ่มต้นได้ง่ายกว่า

เริ่มลงทุนตามดัชนีอย่างมีระบบ
การลงทุนตามดัชนีไม่จำเป็นต้องพยายามจับจังหวะว่าตลาดจะต่ำที่สุดเมื่อไร สิ่งที่ควรทำคือสร้างระบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายและทำต่อเนื่องได้จริง
- กำหนดเป้าหมาย: เช่น เก็บเงินเกษียณ สร้างพอร์ตระยะยาว หรือกระจายความเสี่ยง
- ดูระยะเวลาลงทุน: เงินที่ต้องใช้ในอีก 1-3 ปีไม่ควรถูกนำไปเสี่ยงกับหุ้นมากเกินไป
- เลือกดัชนีให้เข้าใจ: ดูว่าดัชนีมีหุ้นกลุ่มใดและกระจุกตัวในอุตสาหกรรมไหน
- เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม: ดูค่าบริหาร ค่าซื้อขาย และต้นทุนอื่นของกองทุนหรือ ETF
- ลงทุนตามแผน: อาจทยอยลงทุนรายเดือนเพื่อลดการตัดสินใจตามอารมณ์
- ทบทวนเป็นระยะ: ตรวจว่าพอร์ตยังสอดคล้องกับเป้าหมายเดิมหรือไม่
การทยอยลงทุนช่วยสร้างวินัย แต่ไม่ได้รับประกันว่าต้นทุนจะต่ำหรือผลตอบแทนจะเป็นบวกเสมอไป คุณสามารถอ่านต่อเรื่อง DCA คืออะไร และเหมาะกับใคร เพื่อเข้าใจข้อดีและข้อจำกัดของการลงทุนเป็นงวด
Tracking Difference คืออะไร
Tracking Difference คือความต่างระหว่างผลตอบแทนของกองทุนหรือ ETF กับดัชนีที่กองทุนตั้งใจติดตาม เช่น ดัชนีบวก 10% แต่กองทุนอาจบวกน้อยกว่าหลังหักค่าธรรมเนียม ภาษี ต้นทุนซื้อขาย และข้อจำกัดในการปรับพอร์ต
กองทุนที่ติดตามดัชนีได้ดีไม่ได้แปลว่าจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในทุกปี แต่ควรมีความแตกต่างจากดัชนีอ้างอิงอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับนโยบายและค่าใช้จ่ายของกองทุน
เวลาคุณเปรียบเทียบกองทุนที่ติดตามดัชนีเดียวกัน อย่าดูแค่ผลตอบแทนย้อนหลัง ควรดูค่าธรรมเนียม ขนาดกองทุน นโยบายจ่ายปันผล และความสะดวกของช่องทางลงทุนด้วย
สิ่งที่ต้องระวังก่อนลงทุนตามดัชนี
ดัชนีไม่ได้รับประกันผลตอบแทน
แม้ลงทุนในหุ้นหลายตัวผ่านดัชนี ความเสี่ยงจากตลาดก็ยังอยู่ หากเศรษฐกิจชะลอ ดอกเบี้ยสูง หรือกำไรบริษัทจดทะเบียนอ่อนแอ กองทุนหรือ ETF ที่อ้างอิงหุ้นไทยก็สามารถปรับลงได้มาก
SET50 ไม่ได้เท่ากับกระจายทั่วโลก
SET50 ช่วยกระจายลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่หลายบริษัท แต่ยังมีความเสี่ยงจากประเทศเดียว ค่าเงินบาท เศรษฐกิจไทย และอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักมากในดัชนี
หากต้องการกระจายความเสี่ยงในภาพใหญ่ อาจต้องพิจารณาสินทรัพย์หลายประเภทและหลายภูมิภาคตามเป้าหมายของตัวเอง อ่านต่อได้ที่ วิธีสร้างพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง
อย่าลงทุนด้วยเงินฉุกเฉิน
หุ้นและกองทุนดัชนีมีความผันผวน หากเกิดเหตุจำเป็นแล้วต้องขายในวันที่ตลาดลง คุณอาจขาดทุนมากกว่าที่วางแผนไว้
ก่อนเริ่มลงทุน ควรแยก เงินสำรองฉุกเฉิน ไว้ต่างหาก เพื่อไม่ให้เป้าหมายการลงทุนระยะยาวปะปนกับเงินที่ต้องพร้อมใช้
สรุป: ดัชนี SET คือเข็มทิศ ไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย
SET Index เป็นเครื่องมือสำหรับดูภาพรวมตลาดหุ้นไทย และช่วยให้ผู้ลงทุนใช้เปรียบเทียบผลตอบแทนของพอร์ตได้ การลงทุนตามดัชนีทำได้ผ่านกองทุนรวมดัชนี ETF หรือการจัดพอร์ตเองตามองค์ประกอบของดัชนี
ก่อนลงทุน อย่าดูแค่ว่า SET วันนี้บวกหรือลบ ให้ดูว่าดัชนีที่เลือกถือหุ้นอะไร มีความเสี่ยงแบบไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร และเงินก้อนนั้นมีเวลาลงทุนได้นานพอหรือไม่ การลงทุนตามดัชนีที่ดีจึงไม่ใช่การตามข่าวรายวัน แต่คือการใช้ดัชนีเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนที่มีวินัย
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนในหุ้น กองทุนรวม และ ETF มีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ผลประกอบการ และภาวะเศรษฐกิจ โปรดศึกษาหนังสือชี้ชวน ข้อมูลกองทุน และประเมินความเสี่ยงให้เหมาะกับเป้าหมายของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
คำถามที่พบบ่อย
SET Index ขึ้น หมายความว่าควรซื้อหุ้นทันทีหรือไม่
ไม่จำเป็น SET Index ที่ปรับขึ้นบอกเพียงว่าราคาหุ้นโดยรวมเคลื่อนไหวเป็นบวกในช่วงนั้น ไม่ได้ยืนยันว่าหุ้นทุกตัวมีพื้นฐานดีหรือเหมาะกับการซื้อ คุณควรดูเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความเสี่ยงของตัวเองก่อนเสมอ
มือใหม่ควรเลือกกองทุนดัชนีหรือ ETF
กองทุนดัชนีเหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนเป็นงวดและไม่ต้องส่งคำสั่งซื้อขายเอง ส่วน ETF เหมาะกับผู้ที่มีบัญชีหุ้นและต้องการซื้อขายระหว่างวัน ทั้งสองแบบควรเปรียบเทียบดัชนีอ้างอิง ค่าธรรมเนียม สภาพคล่อง และความสะดวกก่อนเลือก
ลงทุนตาม SET50 ถือว่ากระจายความเสี่ยงเพียงพอหรือไม่
SET50 ช่วยกระจายลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่หลายบริษัท แต่ยังเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นหลัก จึงอาจมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทย อุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักสูง และความผันผวนของหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายมากขึ้นอาจพิจารณาสินทรัพย์หรือภูมิภาคอื่นตามความเหมาะสม
เกี่ยวกับผู้เขียน: ศิริวัฒน์ การเงิน — นักเขียนคอนเทนต์การเงินและคริปโต
ศิริวัฒน์ การเงิน เป็นนักเขียนคอนเทนต์ด้านการเงิน การลงทุน และคริปโตของ cryptolibrarie เน้นให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบคอบ เป็นกลาง และอ้างอิงข้อเท็จจริง อธิบายเรื่องการเงินและคริปโตที่ซับซ้อนให้คนทั่วไปเข้าใจและประเมินความเสี่ยงได้เอง เนื้อหาทุกชิ้นเป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน