ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน กระทบลงทุนต่างประเทศอย่างไร

เคยไหม หุ้นสหรัฐฯ ที่คุณถือขึ้น 10% แต่พอคิดกลับมาเป็นเงินบาท กำไรกลับเหลือไม่ถึง 10%? สาเหตุคือ ผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาสินทรัพย์อย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับค่าเงินด้วย หากเงินบาทแข็งเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่คุณลงทุน ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นบาทอาจลดลง แต่ถ้าเงินบาทอ่อน ผลตอบแทนในรูปเงินบาทอาจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ต้องพิจารณาค่าใช้จ่าย ภาษี และนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงินร่วมด้วย

ค่าเงินบาทแข็งและเงินบาทอ่อน คืออะไร?
ก่อนดูผลกระทบต่อพอร์ต ต้องเข้าใจคำว่า “แข็ง” และ “อ่อน” ให้ตรงกันก่อน เพราะตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงไม่ได้แปลว่าเงินบาทอ่อนเสมอไป
สมมติอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB เปลี่ยนจาก 35 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 32 บาทต่อดอลลาร์ หมายความว่าใช้เงินบาทน้อยลงเพื่อซื้อ 1 ดอลลาร์ แบบนี้เรียกว่า เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ในทางกลับกัน ถ้าจาก 35 บาทต่อดอลลาร์ กลายเป็น 38 บาทต่อดอลลาร์ เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อเงิน 1 ดอลลาร์ จึงเรียกว่า เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์
ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่าอัตราแลกเปลี่ยนคือราคาของเงินสกุลหนึ่งเมื่อเทียบกับอีกสกุลหนึ่ง และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนสามารถทำให้มูลค่ารายรับหรือรายจ่ายเมื่อคิดเป็นเงินบาทเปลี่ยนไปได้ ผู้ที่ต้องการศึกษากลไกโดยตรงสามารถอ่านข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย
ทำไมค่าเงินบาทถึงกระทบเงินลงทุนต่างประเทศ?
เพราะการลงทุนต่างประเทศของคนไทยมีการเกี่ยวข้องกับอย่างน้อยสองสกุลเงิน ตัวอย่างเช่น คุณมีเงินบาท แต่ต้องการซื้อหุ้นสหรัฐฯ ที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์ จึงเกิดกระบวนการง่ายๆ คือ
- เงินบาท → ดอลลาร์สหรัฐ
- นำดอลลาร์ไปซื้อสินทรัพย์
- ขายสินทรัพย์ในอนาคต ได้เงินดอลลาร์กลับมา
- ดอลลาร์ → เงินบาท
ช่วงสุดท้ายนี่เองที่ค่าเงินสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของพอร์ตได้ ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ การลงทุนต่างประเทศ อย่าดูเฉพาะว่าหุ้นหรือกองทุนขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ควรดูผลตอบแทนหลังแปลงกลับเป็นสกุลเงินที่คุณใช้จริงด้วย
เงินบาทแข็ง กระทบการลงทุนต่างประเทศอย่างไร?
ลองสมมติว่าคุณนำเงิน 350,000 บาทไปลงทุนตอนอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อให้ตัวอย่างเข้าใจง่ายและยังไม่คิดค่าธรรมเนียม คุณจะมีเงินลงทุนประมาณ 10,000 ดอลลาร์
สมมติผ่านไปช่วงหนึ่ง สินทรัพย์ไม่ขึ้นไม่ลง คุณยังมี 10,000 ดอลลาร์เท่าเดิม แต่เงินบาทแข็งจาก 35 เป็น 32 บาทต่อดอลลาร์
เมื่อนำเงินกลับมา คุณจะได้ประมาณ 320,000 บาท แม้สินทรัพย์ในต่างประเทศไม่ได้ขาดทุนเลย แต่เมื่อวัดผลเป็นเงินบาท มูลค่ากลับลดลงประมาณ 30,000 บาทจากผลของอัตราแลกเปลี่ยน
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Currency Risk หรือความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และเป็นเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนไทยไม่ควรมองผลตอบแทนของดัชนีต่างประเทศเพียงตัวเลขเดียว
แล้วถ้าเงินบาทอ่อน นักลงทุนต่างประเทศได้ประโยชน์ไหม?
ในมุมของนักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์สกุลต่างประเทศ เงินบาทอ่อนสามารถเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์เมื่อแปลงกลับเป็นบาทได้
ใช้ตัวอย่างเดิม คุณถือเงินลงทุนมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนจาก 35 เป็น 38 บาทต่อดอลลาร์ แม้สินทรัพย์ไม่ขึ้นเลย มูลค่าเมื่อแปลงกลับจะกลายเป็นประมาณ 380,000 บาท
แต่ต้องระวังการตีความว่า “เงินบาทอ่อน = ดีต่อการลงทุนต่างประเทศ” เพราะถ้าคุณกำลังจะนำเงินบาทออกไปลงทุนใหม่ เงินบาทที่อ่อนหมายความว่า คุณต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อเงินต่างประเทศจำนวนเท่าเดิม ด้วย

ถ้าหุ้นขึ้น แต่เงินบาทแข็ง ยังได้กำไรหรือไม่?
คำตอบคือ อาจกำไร ขาดทุน หรือแทบไม่เปลี่ยนก็ได้ เพราะต้องดูผลของราคาสินทรัพย์และค่าเงินพร้อมกัน
สมมติคุณลงทุน 10,000 ดอลลาร์ และสินทรัพย์ขึ้น 10% จนมีมูลค่า 11,000 ดอลลาร์ หากตอนลงทุน 1 ดอลลาร์เท่ากับ 35 บาท เงินต้นของคุณคือ 350,000 บาท
แต่หากวันที่ขายเงินบาทแข็งมาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ เงิน 11,000 ดอลลาร์จะมีมูลค่าประมาณ 352,000 บาทเท่านั้น เท่ากับว่าสินทรัพย์ขึ้น 10% แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาท ผลตอบแทนก่อนค่าธรรมเนียมกลับเหลือประมาณ 0.57%
ตัวอย่างนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่ผมใช้มองพอร์ตต่างประเทศ เพราะช่วยแยกให้ชัดว่า กำไรเกิดจากสินทรัพย์ หรือเกิดจากค่าเงิน แทนที่จะดูตัวเลขกำไรรวมเพียงอย่างเดียว
คำนวณผลตอบแทนรวมจากสินทรัพย์และค่าเงินอย่างไร?
ถ้าต้องการคำนวณให้แม่นกว่าการเอาเปอร์เซ็นต์มาบวกลบกันตรงๆ สามารถใช้แนวคิดดังนี้
ผลตอบแทนรวม = (1 + ผลตอบแทนสินทรัพย์) × (1 + ผลตอบแทนจากค่าเงิน) – 1
เหตุผลที่ไม่ควรนำสองเปอร์เซ็นต์มาบวกกันเฉยๆ เพราะผลตอบแทนทั้งสองส่วนเกิดขึ้นแบบทบกัน ตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ขึ้น 10% และเงินต่างประเทศแข็งขึ้น 5% เมื่อเทียบกับบาท ผลตอบแทนรวมจะประมาณ 15.5% ไม่ใช่ 15%
หลักเดียวกันนี้ใช้ได้กับหุ้นต่างประเทศ ETF และสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงสกุลเงิน ส่วนผู้ลงทุนคริปโตควรแยกประเด็นนี้ออกจาก ผลกระทบของดัชนีดอลลาร์ DXY เพราะ DXY วัดความแข็งของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงิน ไม่ใช่อัตรา USD/THB โดยตรง
กองทุนต่างประเทศป้องกันความเสี่ยงค่าเงินได้อย่างไร?
กองทุนที่ลงทุนต่างประเทศอาจมีนโยบาย FX Hedging หรือการทำธุรกรรมเพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน บางกองทุนป้องกันความเสี่ยงในสัดส่วนสูง บางกองทุนป้องกันบางส่วน และบางกองทุนอาจเปิดรับความเสี่ยงค่าเงินตามนโยบายที่กำหนดไว้
ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าผู้ลงทุนรายย่อยที่ลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศตามช่องทางที่กำหนดสามารถทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกับธนาคารพาณิชย์ได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดสามารถตรวจสอบได้จาก ข้อมูลการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของ ธปท.
ดังนั้นก่อนซื้อกองทุนต่างประเทศ ควรเปิด Fund Fact Sheet แล้วดูหัวข้อการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ควรเดาจากชื่อกองทุนเพียงอย่างเดียว
ควรเลือก Hedged หรือ Unhedged?
ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะการ Hedge ไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่มีไว้เพื่อ ลดความไม่แน่นอนที่เกิดจากค่าเงิน
- Hedged: เหมาะกับกรณีที่ต้องการให้ผลตอบแทนสะท้อนสินทรัพย์หลักมากขึ้น และลดอิทธิพลจากค่าเงิน
- Unhedged: ยอมรับความผันผวนของสกุลเงินไว้ในพอร์ต ทำให้ทั้งราคาสินทรัพย์และค่าเงินมีผลต่อผลตอบแทน
- Partial Hedge: เป็นทางกลาง โดยป้องกันความเสี่ยงเพียงบางส่วนตามนโยบายของกองทุน
ที่สำคัญ การ Hedge มีต้นทุนและผลลัพธ์ของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงินอย่างเดียว ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและราคาของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงก็มีผลเช่นกัน จึงควรอ่านรายละเอียดกองทุนและ หลักการบริหารความเสี่ยงในการลงทุน ควบคู่กัน
นักลงทุนควรรับมือกับความผันผวนของเงินบาทอย่างไร?
จากประสบการณ์ในการวิเคราะห์พอร์ต วิธีที่ใช้งานได้จริงกว่าการพยายามทายว่า “บาทจะไป 32 หรือ 38” คือกำหนดกระบวนการลงทุนที่ไม่ต้องพึ่งการทายค่าเงินให้ถูกทุกครั้ง
- ทยอยแลกเงิน: หากต้องลงทุนก้อนใหญ่ การแบ่งแลกเป็นหลายครั้งช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าที่อัตราเดียว
- แยกผลตอบแทน: ตรวจว่ากำไรหรือขาดทุนมาจากสินทรัพย์และค่าเงินอย่างละเท่าไร
- อ่านนโยบาย Hedge: โดยเฉพาะกองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศ
- จับคู่กับเป้าหมาย: หากอนาคตคุณต้องใช้เงินเป็นดอลลาร์ เช่น ค่าเรียนต่างประเทศ การถือสินทรัพย์ดอลลาร์อาจมีมิติด้านการบริหารภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- กระจายสกุลเงิน: อย่ามองคำว่า “ลงทุนต่างประเทศ” ว่าหมายถึงดอลลาร์อย่างเดียว เพราะสินทรัพย์ทั่วโลกมีความเสี่ยงจากหลายสกุลเงิน
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคืออัตราที่นักลงทุนซื้อขายจริงอาจไม่เท่ากับอัตรากลางที่เห็นในข่าว เพราะมี FX Spread ค่าธรรมเนียม และต้นทุนของผู้ให้บริการ ดังนั้นเวลาคำนวณผลตอบแทนจริงควรใช้ยอดเงินบาทที่จ่ายและได้รับจริง ไม่ใช่ใช้อัตราอ้างอิงเพียงอย่างเดียว
เงินบาทแข็งหรืออ่อน แบบไหนดีกว่ากันสำหรับนักลงทุน?
สำหรับคนที่มีเงินลงทุนต่างประเทศอยู่แล้ว เงินบาทอ่อนเมื่อเทียบกับสกุลเงินของสินทรัพย์มักช่วยเพิ่มมูลค่าเมื่อคิดเป็นบาท ส่วนเงินบาทแข็งมักกดมูลค่าเมื่อแปลงกลับเป็นบาท แต่สำหรับคนที่กำลังจะนำเงินออกไปลงทุนใหม่ เงินบาทแข็งกลับช่วยให้ซื้อเงินต่างประเทศได้ด้วยเงินบาทน้อยลง
จึงไม่มีระดับค่าเงินบาทที่ “ดีที่สุด” สำหรับนักลงทุนทุกคน สิ่งที่สำคัญกว่าคือรู้ว่าพอร์ตของคุณเปิดรับ Currency Risk มากแค่ไหน และคุณรับความผันผวนส่วนนั้นได้หรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
เงินบาทแข็ง หุ้นต่างประเทศจะขาดทุนทันทีไหม?
ไม่จำเป็น หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าผลกระทบจากเงินบาทแข็ง คุณยังสามารถมีกำไรเมื่อคิดเป็นเงินบาทได้ แต่ผลตอบแทนอาจต่ำกว่าผลตอบแทนที่เห็นในสกุลเงินต่างประเทศ
เงินบาทอ่อนควรรีบซื้อหุ้นต่างประเทศหรือไม่?
ไม่ควรตัดสินใจจากค่าเงินเพียงปัจจัยเดียว เพราะเงินบาทอ่อนทำให้ต้นทุนซื้อเงินต่างประเทศสูงขึ้น แต่ราคาหุ้น มูลค่าพื้นฐาน ระยะเวลาลงทุน และการจัดสรรสินทรัพย์ยังเป็นปัจจัยสำคัญ การทยอยลงทุนอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะผิดได้
กองทุนที่ Hedge ค่าเงินทั้งหมดไม่มีความเสี่ยงค่าเงินเลยหรือไม่?
ไม่ควรตีความว่าไม่มีความเสี่ยงเลย การป้องกันความเสี่ยงช่วยลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนตามขอบเขตและเครื่องมือที่กองทุนใช้ แต่ยังมีต้นทุน ความคลาดเคลื่อน และความเสี่ยงอื่นของสินทรัพย์ นักลงทุนควรตรวจ Fund Fact Sheet และหนังสือชี้ชวนก่อนลงทุน
สิ่งที่นำไปใช้ได้ทันที: ครั้งต่อไปที่ตรวจพอร์ตต่างประเทศ ให้จด 3 ตัวเลขไว้เสมอ ได้แก่ ราคาสินทรัพย์ตอนซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนตอนซื้อ และอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน คุณจะเห็นชัดขึ้นว่าผลตอบแทนของพอร์ตเกิดจากการลงทุนจริงเท่าไร และเกิดจากค่าเงินเท่าไร
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผลตอบแทนและอัตราแลกเปลี่ยนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไข ค่าใช้จ่าย ภาษี และประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสมกับตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
